วันศุกร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2555

จิตวิทยาคืออะไร (WHAT IS PSYCHOLOGY)




ความนำ
          จิตวิทยา คือวิชาว่าด้วยจิต เป็นวิทยาศาสตร์แขนงหนึ่งว่าด้วยปรากฎการณ์ พฤติกรรม และกระบวนการของจิต[๒]   จิตวิทยาเป็นวิทยาศาสตร์ประยุกต์ (Applied Psychology)เป็นวิชาที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับศาสตร์แขนงต่าง ๆ ได้แทบทุกศาสตร์ และเป็นที่ยอมรับว่ามีความสำคัญและมีบทบาทต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ในด้านต่าง ๆ ทั้งด้านส่วนตัวเอง ด้านครอบครัว ด้านเพื่อนร่วมงาน และด้านการประกอบอาชีพร่วมกับบุคคลอื่นในสังคม เป็นต้น

          วิชาจิตวิทยามุ่งศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรม (Behaviors) ของสัตว์โดยเฉพาะมนุษย์ในแง่มุมต่าง ๆ เพื่อให้เกิดองค์ความรู้ ความเข้าใจ และสามารถนำจิตวิทยาไปประยุกต์ใช้ เพื่อแก้ปัญหาในสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับมนุษย์เราอย่างเหมาะสม มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ทำให้ประสบความสำเร็จ และดำเนินชีวิตอยู่ในโลกนี้อย่างมีความสุขตามอัตภาพของแต่ละบุคคล
          การที่ผู้เขียนมีแรงจูงใจที่ทำให้เขียนบทความเรื่อง จิตวิทยาคืออะไร  เพราะอยากจะให้ทราบถึงความหมายและความเป็นมาของจิตวิทยา จุดมุ่งหมาย ขอบข่ายและประโยชน์ของจิตวิทยา กอปรกับได้บรรยาวิชานี้กับนิสิตที่กำลังศึกษาอยู่ที่ภาควิชาจิตวิทยา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  ทั้งในระดับปริญญาตรี ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิตสาขาวิชาพุทธจิตวิทยา หรือสาขาวิชาจิตวิทยา และในระดับปริญญาโท หลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาชีวิตและความตาย ก็ตามต่างก็ต้องทำความเข้าใจเรียนรู้เรื่องของพฤติกรรมมนุษย์ทั้งนั้น
          เพื่อเป็นการแสดงความยินดีกับบัณฑิตทุกสาขาวิชา ระดับพุทธศาสตรบัณฑิต พุทธศาสตรมหาบัณฑิต พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต ของมหาวิทยามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยทั่วประเทศ และเพื่อให้เกิดประโยชน์กับท่านผู้ที่กำลังอ่านบทความนี้ ผู้เขียนจึงเสนอหัวข้อที่คิดว่าเมื่ออ่านบทความจบแล้ว จะได้ประโยชน์และนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตต่อไปได้เลย
ความหมายของจิตวิทยา
          คำว่า จิตวิทยา ตรงกับภาษาอังกฤษว่า “Psychology” มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก ๒ คำ คือคำว่า Psyche กับ Logos
            คำว่า Psyche หมายถึงวิญญาณ (Soul) กับคำว่า Logos หมายถึงวิชาการและการศึกษา (Study)
          ดังนั้น เมื่อทั้ง ๒ คำรวมกันจึงเป็นคำศัพท์ว่า Psychology มีความหมายว่าด้วยวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับวิญญาณ สมัยกรีกโบราณซึ่งเป็นยุคเริ่มต้นของการศึกษาจิตวิทยา นักปราชญ์ในสมัยนั้นจึงได้พยายามศึกษาค้นคว้าและหาคำตอบว่าวิญญาณ มีความสำคัญและมีอิทธิพลอย่างไรต่อการกระทำของมนุษย์ เป็นการศึกษาที่ไม่มีตัวตน ไม่สามารถพิสูจน์ให้เห็นจริงได้
          ประมาณปลายศตวรรษที่ ๑๙ เป็นต้นมา นักจิตวิทยายุคใหม่จึงเปลียนแนวทางศึกษาพฤติกรรม (Behaviors) มนุษย์และสัตว์เฉพาะ และได้นำระเบียบวิธีการทางวิทยาศาสตร์มาใช้ศึกษาหาคำตอบเกี่ยวกับพฤติกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น
          ในที่สุด  จิตวิทยา ได้รับการยอมรับให้เป็นวิทยาศาสตร์ประยุกต์วิชาหนึ่ง (Applied Science) ในยุคนี้มีนักวิชาการทางจิตวิทยาได้ให้ความหมายคำจำกัดความของจิตวิทยาไว้หลายท่านด้วยกันแต่ขอยกมาพอสังเขปดังนี้
            วิลเลียม เจมส์ (William James; 1890)[๓]  ได้ให้คำจำความไว้ว่า จิตวิทยาเป็นวิชาที่ว่าด้วยกิริยาอาการของมนุษย์
            นอร์แมน แอล. มันน์ (Norman L. Munn; 1969) ได้ให้คำจำกัดความไว้ว่า จิตวิทยา เป็นวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาถึงพฤติกรรมโดยเน้นที่เกี่ยวข้องกับประสบการณ์
          จอห์น บี. วัตสัน (John B. Watson; 1913) เป็นนักจิตวิทยาคนแรกที่ได้ให้คำนิยามเกี่ยวกับจิตวิทยาไว้ว่า จิตวิทยาเป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรม
            มอร์แกน (Morgan; 1971) ได้ให้คำจำกัดความไว้ว่า จิตวิทยาเป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยพฤติกรรมของมนุษย์และสัตว์
            ฟิลแมน (Feldman; 1992) ได้ให้คำจำกัดความไว้ว่า จิตวิทยาเป็นศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมและกระบวนการทางจิต ด้วยระเบียบวิธีการทางวิทยาศาสตร์
                วาเดและทาฟ์ริส (Wade & Tavris; 1998) ได้ให้คำจำกัดความไว้ว่า จิตวิทยาเป็นศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมและกระบวนการทางจิต โดยศึกษาสิ่งเหล่านี้ได้รับอิทธิพลอย่างไรจากสภาวะทางร่างกายและสิ่งแวดล้อมภายนอก
          เติมศักดิ์  คทวณิช  (๒๕๔๖) ได้สรุปความหมายของจิตวิทยาไว้ว่า จิตวิทยาเป็นวิชาที่มุ่งศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์และสัตว์ โดยใช้ระเบียบวิธีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์
                จากคำจำกัดความที่กล่าวมาทั้งหมด  จะเห็นว่า จิตวิทยา เป็นศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมและกระบวนการทางจิต (Behavior and Mental Processes) ของมนุษย์ โดยศึกษาว่าพฤติกรรมเหล่านั้นได้รับอิทธิพลอย่างไร จากสภาวะทางร่างกาย สภาพจิตใจ และสิ่งแวดล้อมภายนอก
          สรุปได้ว่า จิตวิทยา คือ การศึกษาเชิงวิทยาศาสตร์ว่าด้วยเรื่องพฤติกรรมของสิ่งที่มีชีวิตโดยเฉพาะมนุษย์และสัตว์  โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเข้าใจ สามารถอธิบาย สามารถทำนาย กำหนดควบคุมพฤติกรรมและนำความรู้ไปประยุกต์ใช้

ความหมายของพฤติกรรมมนุษย์
          พฤติกรรมมนุษย์ประกอบด้วยศัพท์ ๒ คำ คือ พฤติกรรม และมนุษย์ ดังนี้
ความหมายของพฤติกรรม
ความหมายของมนุษย์
พฤติกรรม หมายถึง การกระทำหรืออาการที่แสดงออกทางกล้ามเนื้อ ความคิด และความรู้สึกเพื่อตอบสนองสิ่งเร้า[๔]

พฤติกรรม หมายถึง สิ่งที่บุคคลกระทำแสดงออกมาเพื่อตอบสนอง หรือโต้ตอบสิ่งใด สิ่งหนึ่ง ในสภาพการณ์ใด สภาพการณ์หนึ่ง[๕]

พฤติกรรม หมายถึง กิจกรรมของบุคคลที่เป็นรูปธรรม เช่นการกระทำ การตอบโต้กับสิ่งแวดล้อม และกิจกรรมภายในจิตใจที่เป็นนามธรรม เช่น ความคิด ความรู้สึก[๖]
มนุษย์ หมายถึง สัตว์ที่รู้จักให้เหตุผล,สัตว์ที่มีใจสูง,คน[๗]
มนุษย์ มีความหมายว่า จิตใจสูง[๘]
เป็นมนุษย์ หรือเป็นคน ?
      เป็นมนุษย์ เป็นได้     เพราะใจสูง
เหมือนหนึ่งยูง   มีดี         ที่แววขน
ถ้าใจต่ำ           เป็นได้    แต่เพียงคน
ย่อมเสียที        ที่ตน       ได้เกิดมา
      ใจสอาด     ใจสว่าง    ใจสงบ
ถ้ามีครบ         ควรเรียก   มนุสสา
เพราะทำถูก     พูดถูก      ทุกเวลา
เปรมปรีดา       คืนวัน      สุขสันติ์จริง

          ดังนั้น ผู้ที่จะรู้เรื่องจิตวิทยา จึงต้องทำความเข้าใจในเรื่องของพฤติกรรมของมนุษย์เพื่อให้ทราบและเข้าใจว่าจิตวิทยาคืออะไร
ประเภทของพฤติกรรม (Behaviors)
          นักจิตวิทยา หลายท่านได้จัดประเภทของพฤติกรรมมนุษย์เป็น ๒ ประเภท ดังนี้
          ๑. พฤติกรรมภายนอก (Overt Behavior) คือ การกระทำที่แสดงออกมาให้สังเกตเห็นได้ รับรู้ได้ หรือใช้เครื่องมือตรวจสอบได้ พฤติกรรมภายนอกมี ๒ ลักษณะคือ
          ๑.๑ พฤติกรรมภายนอกที่สามารถสังเกตเห็นได้ด้ายตาเปล่า เช่น การนั่ง การนอน การยืน การเดิน การกิน การพูด การหัวเราะ การร้องไห้ ฯลฯ พฤติกรรมแบบนี้เรียกว่า โมลาร์(Molar)
          ๑.๒ พฤติกรรมภายนอกที่รับรู้ได้จากการใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ตรวจสอบ เช่น คลื่นสมอง คลื่นหัวใจ ความดันโลหิต การทำงานของชีพจร การทำงานของกระเพาะอาหาร การทำงานของลำไส้ เป็นต้น พฤติกรรมแบบนี้เรียกว่า โมเลคิวลาร์ (Molecular)
          ๒. พฤติกรรมภายใน (Covert Behavior) คือ กระบวนการทางจิต (Mental Behavior) พฤติกรรมที่ไม่สามารถสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่า หรือใช้เครื่องทางวิทยาศาสตร์ตรวจสอบได้โดยตรง เช่น การคิด อารมณ์ ความรู้สึก ความจำ การลืม การวิเคราะห์หาเหตุผล ประสบการณ์ต่าง ๆ เป็นต้น
          จะเห็นได้ว่า พฤติกรรมภายนอก และพฤติกรรมภายใน จะมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน กล่าวคือ พฤติกรรมภายในเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมภายนอกอย่างเช่น พฤติกรรมภายในมีความยินดีและพึงพอใจกับสิ่งที่ปรารถนา ก็จะแสดงออกมาเป็นพฤติกรรมภายนอกให้สังเกตเห็นได้จาก สีหน้า แววตา กิริยาท่าทาง ทางร่างกาย เป็นต้น
          ดังนั้น ในการที่จะเรียนรู้หรือทำความเข้าใจ ในการกระทำหรือพฤติกรรมของบุคคลคนหนึ่ง จำเป็นอย่างยิ่งต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมภายใน ประเภทอารมณ์ ความรู้สึก ความคิด ประสบการณ์ การวิเคราะห์หาเหตุผลต่าง ๆ ของคนคนนั้นให้ชัดเจนเสียก่อน
          เช่นเดียวกัน การจะเข้าใจพฤติกรรมภายในของมนุษย์ได้ก็จำเป็นต้องศึกษาเรียนรู้ จากพฤติกรรมภายนอกที่บุคคลนั้นแสดงออกมาก่อน ทั้งนี้ นักจิตวิทยาเชี่อว่า พฤติกรรมทุกอย่างต้องมีสาเหตุ และสาเหตุเพียงประการเดียวอาจทำให้เกิดพฤติกรรมได้ในหลายรูปแบบ ในทำนองเดียวกัน พฤติกรรมแต่ละรูปแบบที่แสดงพฤติกรรมออกมาย่อมเกิดมาจากหลายสาเหตุได้เช่นกัน  
          ยกตัวอย่างเช่น การร้องไห้ของคนสองคน คนหนึ่งอาจร้องไห้เพราะเสียใจจากการขาดทุนที่ลงทุนไปทำให้หมดทุนที่ลงไปเลยร้องไห้   ในขณะเดียวกันมีคนร้องไห้เหมือนกันแต่คนคนนั้นร้องไห้เพราะได้เจอกับครอบครัว เนื่องจากออกจากบ้านนาน เมื่อมาพบกันจึงเกิดความรู้สึกดีใจเลยร้องไห้ เป็นต้น
        การศึกษาเรื่องจิตในด้านต่าง ๆ เพื่อการดับทุกข์ การศึกษานั้นเรียกว่า การศึกษาจิตวิทยาในพระพุทธศาสนา (พุทธทาสภิกขุ)
          พระพุทธศาสนา ได้แบ่งประเภทของพฤติกรรมของมนุษย์ออกเป็น ๓ ประเภท คือ[๙]
๑.   กายกรรม ๓ คือ พฤติกรรมที่แสดงออกทางการกระทำทางกายมี ๓ ประการคือ การไม่เบียดเบียน การแย่งชิงลักขโมย การละเมิดในของรักของหวงแหนของผู้อื่น
๒.  วจีกรรม ๔ คือ พฤติกรรมที่แสดงออกทางการพูดมี ๔ ประการคือพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบคาย และพูดเหลวไหลเพ้อเจ้อ เช่นการพูดที่พูดแล้วคนฟังมีความสุข ความพึงพอใจ อย่างคำพูดที่ว่า คำพูดบางคำพูดเมื่อพูดแล้ว สามารถทำให้คนอื่นตายแทนผู้พูดได้ แต่ในขณะเดียวกัน คำพูดบาคำพูดเมื่อพูดแล้ว สามารถทำให้คนอื่นฆ่าผู้พูดได้เช่นกัน เป็นต้น
๓.  มโนกรรม ๓ คือ พฤติกรรมทางใจ มี ๓ ประการ คือ ไม่คิดละโมบ ไม่คิดร้ายมุ่งเบียดเบียน และมีความเห็นถูกต้องรู้เท่าทันความจริงที่เป็นธรรมดาของโลกและชีวิต 
ประเภทของมนุษย์ (Human)
          มนุษย์ หมายถึง สัตว์ที่รู้จักใช้เหตุผล, สัตว์ที่มีใจสูง, คน   ส่วนท่านพุทธทาสภิกขุได้ให้ความหมายของคำว่ามนุษย์มีความหมายว่าจิตใจสูง[๑๐]
พระพุทธศาสนา ได้แบ่งมนุษย์เป็น ๒ ประเภท คือ[๑๑]
๑.     มนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่ในโลกียวิสัย  ประกอบด้วย
          ๑.๑     อันธพาลชน หมายถึง   บุคคลที่มีระดับจิตใจที่ต่ำที่สุด      ชอบแสดง
                   พฤติกรรมต่าง ๆ ในทางชั่วร้าย ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี
          ๑.๒     พาลชน  หมายถึง บุคคลที่มีระดับจิตใจต่ำรองลงมา ชอบและกล้าทำใน
                   สิ่งที่ชั่วและหลงพอใจในสิ่งที่กระทำ  แต่ยังมีความรู้สึกสำนึกรับผิดชอบ
                   และกลัวเกิดโทษกับตนเอง
          ๑.๓     ปุถุชน  หมายถึง  บุคคลที่มีระดับจิตใจที่พัฒนาขึ้นมาบ้าง   คือมีความ
                   สำนึกผิดชอบชั่วดี รู้จักควบคุมความต้องการ รู้จักยับยั้งชั่งใจ รู้จักบาป
                   บุญคุณโทษ แต่ยังอาจหลงผิดพลาดไปตามเจตนาและควาต้องการของ
                   ตนอยู่
          ๑.๔     กัลยาณปุถุชน หมายถึง บุคคลผู้ดำเนินชีวิตอยู่อย่างมีจริยวัตร มีความ
                   ประพฤติดีงาม สามารถควบคุมและระงับพฤติกรรมในทางที่ไม่ดีได้
          ๑.๕     กัลยาณชน  หมายถึง บุคคลผู้ที่มีความประพฤติในสิ่งที่ดีงาม      ทรง
                   คุณธรรม แต่ก็ยังมีความทุกข์
๒.     มนุษย์ที่มีจิตใจพัฒนาใรระดับสูงมาก คืออยู่ในระดับโลกุตรจิต ประกอบด้วย
          ๒.๑     พระโสดาบัน หมายถึง บุคคลที่มีความสามารถควบคุมและทำลาย
                   ความชั่วร้ายได้อย่างเด็ดขาดและไม่มีความโน้มเอียงที่จะกระทำความ
                   ชั่ว
          ๒.๒    พระสกทาคามี  หมายถึง บุคคลที่ละกิเลสที่ผูกใจให้ยึดมั่นอยู่กับ
                   ความสุข ความทุกข์
          ๒.๓     พระอนาคามี  หมายถึง บุคคลที่ละความต้องการต่าง ๆ   รวมถึงความ
                   พยาบาทได้หมดสิ้น ไม่มีความขุ่นเคืองใจ
          ๒.๔     พระอรหันต์ หมายถึง บุคคลที่ละกิเลสที่ละเอียดได้อย่างเด็ดขาด

        การศึกษาเรื่องจิตในด้านต่าง ๆ เพื่อการดับทุกข์ การศึกษานั้นเรียกว่า การศึกษาจิตวิทยาในพระพุทธศาสนา (พุทธทาสภิกขุ)
ความเป็นมาของจิตวิทยา (History of Psychology)                                              
          วิชาจิตวิทยามีการศึกษาตั้งแต่ยุคกรีกโบราณ เมื่อสองพันกว่าปีมาแล้ว มีนักปรัชญาคนสำคัญ คือ อริสโตเติล (Aristotle; 322-384 ก่อนคริสต์กาล) และเพลโต (Plato; 347- 427ก่อนคริสต์กาล) ได้ศึกษาทำความเข้าใจและอธิบายเกี่ยวกับธรรมชาติการแสดงออกของมนุษย์ ส่วนใหญ่เเชื่อตรงกันว่ามนุษย์มีส่วนประกอบสำคัญสองส่วน คือ ร่างกาย (body) กับวิญญาณ(soul) วิญญาณจะมีอิทธิพลเหนือร่างกาย เพราะจะคอยควบคุมให้ร่างกายกระทำสิ่งต่าง ๆ
          ดังนั้น การที่จะเข้าใจมนุษย์ได้จึงต้องอธิบายวิญญาณให้ชัดเจนก่อน แต่การอธิบายวิญญาณในยุคกรีกโบราณนั้น มักนิยมหาคำตอบเกี่ยวกับวิญญาณโดยใช้ความคิดอย่างมีเหตุผลของตนเองผสมผสานกับความเชื่อทางศาสนาในขณะนั้น ทำให้ได้คำตอบไม่แน่นอนและไม่ชัดเจน  นักจิตวิทยาในยุคต่อมาจึงเรียกวิธีนี้ว่าอาร์มแชร์ (Armchair method) เพราะเป็นวิธีการหาคำตอบแบบนั่งอยู่กับที่ ไม่มีการค้าคว้า วิจัย ทดลอง หรือพิสูจน์ในเชิงวิทยาศาสตร์ให้เห็นจริง
          เมื่อวิทยาศาสตร์เจริญ มีผู้พยายามศึกษาหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาเพื่อใช้อธิบายเกี่ยวกับวิญญาณแต่ก็ยังไม่ได้รับความรู้เพิ่มเติมแต่อย่างได จึงทำให้นักจิตวิทยาหันมาสนใจศึกษาเกี่ยวกับจิต (Mind) แทน
          ทฤษฎีแอนิมิซึม (Animism) เชื่อว่าจิตเป็นส่วนสำคัญในการควบคุมพฤติกรรมมนุษย์ นักปรัชญาชาวอังกฤษ จอห์น ล็อค (John Lock; 1632-1740) ได้พยายามศึกษาและค้นคว้าเกี่ยวกับจิตของมนุษย์เรา ว่าจิตคือความรู้ตัว (Conscious) เขาเชื่อว่าจิตของมนุษย์เหมือนผ้าขาวบริสุทธิ์ สิ่งแวดล้อมเป็นตัวที่ทำให้จิตของคนเราเปลี่ยนไป สิ่งแวดล้อมเหมือนกับการแต้มสีลงบนผ้าขาว ซึ่งแสดงให้เห็นว่า จอห์น ล็อค ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของมนุษย์เราที่ได้รับจากสิ่งแวดล้อมว่ามีบทบาทต่อพฤติกรรมของมนุษย์เรา แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้จะได้รับความเชื่อถืออยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่สามารถพิสูจน์ให้เห็นจริงได้ตามหลักและวิธีการทางวิทยาศาสตร์เช่นกัน
          ประมาณปลายศตวรรษที่ ๑๙ เป็นต้ามา วงการวิทยาศาสตร์เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการคัดค้านและวิพากษ์วิจารณ์การศึกษาในสิ่งที่ไม่สามารถทอลอง ค้นคว้า พิสูจน์ได้จึงทำให้นักจิตวิทยายุกใหม่เปลี่ยนแนวทางการศึกษาจากจิตใจมาศึกษาพฤติกรรม ซึ่งสามารถพิสูจน์ให้เห็นจริงได้ และนักจิตวิทยาได้นำเอาวิธีทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการอธิบายเกี่ยวกับพฤติกรรม จนเป็นที่ยอมรับในวงการวิทยาศาสตร์          ผู้ที่มีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ ได้แก่ วิลเฮล์ม แมกซ์ วุนต์ (Wilhelm Max Wundt; 1832-1920) นักจิตวิทยาชาวเยอรมันผู้ก่อตั้งกลุ่มจิตวิทยาในแนวทฤษฎีโครงสร้างของจิต (structuralism) โดยได้สร้างห้องทดลองทางจิตวิทยาที่มีการทดลองตามวิธีการทางวิทยาศาสตร์เป็นครั้งแรกในโลก เมื่อปี ค.ศ. 1879 ที่เมืองไลป์ซิก (Leipzing)[๑๒] ในประเทศเยอรมัน ในการสร้างทดลองทางจิตวิทยาของวุนต์มุ่งศึกษาพฤติกรรมภายใน และวิธีการที่นำมาใช้ในการศึกษายังมีข้อบกพร่อง จึงได้รับการวิจารณ์และคัดค้านอยู่บางประการ แต่อย่างไรก็ตามวุนต์ถือว่าเป็นนักจิตวิทยาการทดลองเป็นทางการคนแรก
          เมื่อเป็นเช่นนั้น จอห์น บี. วัตสัน (John B. Watson; 1913) นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ผู้ก่อตั้งกลุ่มพฤติกรรมนิยม (Behaviorism) วัตสัน ไม่เห็นด้วยกับการศึกษาพฤติกรรมภายในและวิธีการที่วุนต์ใช้ศึกษาอยู่ วัตสัน มุ่งศึกษาเฉพาะพฤติกรรมที่สามารถสังเกตเห็นได้หรือพฤติกรรมภายนอก ซึ่งสามารถศึกษา ค้นคว้า และทดลองให้เห็นจริงได้เท่านั้น ผลงานการศึกษาของวัตสันนี้เองทำให้จิตวิทยาได้รับการยอมรับในวงการวิทยาศาสตร์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาว่าจิตวิทยาคือวิทยาศาสตร์ทางพฤติกรรม (Behavior Science) จนถึงปัจจุบัน
จุดมุ่งหมายของจิตวิทยา (Aims of Psychology)
          จิตวิทยาเป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมภายนอกและพฤติกรรมภายใน โดยมีจุดมุ่งหมายดังต่อไปนี้
          ๑. เพื่อให้ผู้ศึกษาเข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมภายนอก หรือพฤติกรรมภายใน ที่เรี่ยกว่า กระบวนการทางจิต  อันจะทำให้เข้าใจตนเองและผู้อื่นได้ดีขึ้น
          ๒. เพื่อให้ผู้ศึกษาสามารถอธิบายพฤติกรรม ทั้งหลายที่เกิดขึ้นได้ว่ามีปัจจัยใดบ้างที่เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดพฤติกรรมต่าง ๆ โดยนักจิตวิทยาทั้งหลายจะใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ในการค้นหาคำตอบ เพื่ออธิบายพฤติกรรมทั้งหลายเหล่านั้น
          ๓. เพื่อให้ผู้ศึกษาสามารถทำนายพฤติกรรม หมายถึงการคาดคะแนผลที่จะเกิดขึ้นจากสาเหตุต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง
          ๔. เพื่อให้ผู้ศึกษาสามารถควบคุมพฤติกรรม ที่ไม่พึงประสงค์ให้ลดลงหรือหมดไป และขณะเดียวกันให้สามารถเสริมสร้างพฤติกรรมที่พึงปรารถนาให้เกิดขึ้นใหม่ได้ด้วย
          ๕. เพื่อให้ผู้ศึกษานำความรู้ไปประยุกต์ใช้ ในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับตนเองและสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประโยชน์ของจิตวิทยา
๑.      ทำให้ผู้ศึกษาเข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์
๒.     ทำให้ผู้ศึกษาเข้าใจพัฒนาการของมนุษย์
๓.     ทำให้ผู้ศึกษาเข้าใจและรู้พื้นฐานทางสรีรวิทยาที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของมนุษย์
๔.     ทำให้ผู้ศึกษาเข้าใจการรับสัมผัสและการรับรู้
๕.     ทำให้ผู้ศึกษาเข้าใจทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับแรงจูงใจ
๖.      ทำให้ผู้ศึกษาเข้าใจสิ่งสำคัญที่เกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้และการถ่ายโยงการเรียนรู้
๗.     ทำให้ผู้ศึกษาเข้าใจเชาวน์ปัญญาและตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อเชาว์ปัญญาของมนุษย์แต่ละบุคคล
๘.     ทำให้ผู้ศึกษาเข้าใจวิธีการประเมินและวัดบุคลิกภาพได้และแนวทางในการปรับปรุงบุคลิกภาพของตนเอง
๙.   ทำให้ผู้ศึกษาเข้าใจความหมายของสุขภาพจิตและสาเหตุที่ก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพจิต รู้วิธีการบำบัดรักษาผู้มีอาการทางจิตและการส่งเสริมสุขภาพจิตที่ดีให้กับตนเองและผู้อื่น
๑๐. ทำให้ผู้ศึกษามีวิธีในการปรับตัว มีกลวิธานในการป้องกันตนเองและเข้าใจข้อดีและข้อเสียของการให้กลวิธานในการป้องกันตนเอง
๑๑. ทำให้ผู้ศึกษาเกิดการรับรู้พฤติกรรมทางสังคม (Social Perception)         ที่มีต่อพฤติกรรมทางสังคมและนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ ในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับตนเองและสังคมได้เป็นอย่างดีและมีประสิทธิภาพ
บทสรุปของจิตวิทยา

          จิตวิทยา คือ การศึกษาเชิงวิทยาศาสตร์ว่าด้วยเรื่องกระบวนการของจิต และพฤติกรรม
ของสิ่งที่มีชีวิตโดยเฉพาะมนุษย์ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาพฤติกรรมทั้งภายในและภายนอกของมนุษย์ที่เรี่ยกว่ากระบวนการทางจิต อันจะทำให้เข้าใจตนเองและผู้อื่นได้ดีขึ้น สามารถอธิบายพฤติกรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นได้ว่ามีปัจจัยใดบ้างที่เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดพฤติกรรมต่าง ๆ  โดยนักจิตวิทยาทั้งหลายจะใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ในการค้นหาคำตอบเพื่ออธิบายพฤติกรรมทั้งหลายเหล่านั้น ซึ่งจะส่งผลให้สามารถควบคุมพฤติกรรม ที่ไม่พึงปรารถนาให้ลดลงหรือหมดไป และขณะเดียวกันให้สามารถเสริมสร้างพฤติกรรมที่พึงประสงค์ให้เกิดขึ้นใหม่ได้ด้วย และเพื่อให้ผู้ศึกษานำความรู้ไปประยุกต์ใช้ ในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับตนเองและสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ จิตวิทยาเป็นวิชาที่ใกล้เคียงกับพระพุทธศาสนาในโอกาสต่อไปจะเขียนบทความทางด้านวิชาพุทธจิตวิทยา เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นว่าจิตวิทยาในพระพุทธศาสนามีความเป็นเลิศอย่างไร อย่างเช่น ท่านพุทธทาสภิกขุ กล่าวว่า การศึกษาเรื่องจิตในด้านต่าง ๆ  เพื่อการดับทุกข์ การศึกษานั้นเรียกว่า การศึกษาจิตวิทยาในพระพุทธศาสนา

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น